liver thailand ทุกปัญหาตับมีคำตอบ
ไวรัสตับอักเสบ ซี

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus)

ไวรัสตับอักเสบ ซี เป็นโรคมีสาเหตุมาจากการติด เชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV) โดยสามารถติดต่อกันได้ทางเลือดหรือทางเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้ หากไม่ได้ทำการรักษา สามารถทำให้เกิดผลที่รุนแรงต่อตับตามมา โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเรื้อรัง มีโอกาสสูงที่จะพัฒนาเป็นโรคตับที่รุนแรงหรือ มะเร็งตับ ได้

เชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเป็น โรคตับอักเสบเรื้อรัง มากกว่าเชื้อไวรัสชนิด บี และมากกว่าสาเหตุที่เกิดจากการดื่มสุรา ที่สำคัญ ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรังจะกลายไปเป็นโรคตับแข็ง และประมาณร้อยละ 4 ของผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีอาการรุนแรงขึ้นกระทั่งกลายไปเป็นมะเร็งตับในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ด้วยการแพทย์และการรักษาในปัจจุบันที่ทันสมัย ผู้ที่ติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่จะ สามารถรักษาให้หาย ควบคุมอาการ และดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติได้ ก่อนที่อาการของโรคจะพัฒนาไปสู่ขั้นรุนแรงดังกล่าว

ตับ

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ ซี

หากท่านใดคิดว่าตนเองมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี สามารถไปโรงพยาบาลให้แพทย์ตรวจได้ทันที โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อโรคดังกล่าว หากพบว่ามีเชื้อ แพทย์ก็จะให้ทำการตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณไวรัสในเลือด (Viral Load) และตรวจหาสายพันธ์ุของไวรัส ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหาทางรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมให้ได้ โดยแพทย์จะดำเนินการดังที่กล่าวมาในห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บ

ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบซี จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ หากแพทย์ประเมินอาการเบื้องต้นแล้วพบว่าอาจเป็นตับอักเสบแบบเฉียบพลัน จะวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับและดูว่ามีการอักเสบหรือไม่ รวมถึงการตรวจหาสารภูมิคุ้มกัน Anti-HCV หรือนับปริมาณไวรัสในเลือด ซึ่งบางรายที่ตรวจไม่เจอในระยะแรก อาจต้องทำการตรวจซ้ำในอีก 2-8 สัปดาห์ แต่หากเป็นอาการตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์จะวินิจฉัยได้จากการพบว่าตับมีอาการอักเสบมามากกว่า 6 เดือนแล้ว รวมถึงมีการตรวจพบไวรัสในกระแสเลือดด้วย

สาเหตุของโรคไวรัสตับอักเสบ ซี

โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีการติดเชื้อจากทางเลือด เช่น ได้รับการบริจาคเลือดที่มีเชื้อดังกล่าวติดมา โดยเฉพาะช่วงก่อนปี พ.ศ. 2535 เพราะว่าในช่วงนั้นประเทศไทยยังไม่สามารถคัดกรองเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้มีประสิทธิภาพเพียงพอ

นอกจากนี้ โรคไวรัสตับอักเสบซียังติดต่อสู่กันได้จากการเสพยาเสพติดด้วยการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันและมีคู่นอนหลายคน ในกรณีนี้จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้น้อยกว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายรักร่วมเพศ ซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่า รวมถึงผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีก็จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ง่าย ส่วนสาเหตุอื่นๆ ของการติดเชื้อ ได้แก่ การเจาะหู เจาะลิ้น เจาะจมูก หรือสักลายตามร่างกายโดยใช้เครื่องมือที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อให้ถูกต้อง แม้กระทั่งการใช้แปรงสีฟัน มีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น ก็เพิ่มโอกาสในการได้รับเชื้อได้มากขึ้นเช่นกัน 

สำหรับสาเหตุที่มาจากแม่ตั้งครรภ์สู่ลูกนั้น พบว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม เชื้อ ไวรัสตับอักเสบ ซี ไม่ติดต่อทางการรับประทานอาหารหรือการใช้จามชามช้อนส้อมร่วมกัน การให้นมบุตร การกอด หรือการจูบ และไม่ติดต่อผ่านการสัมผัส ไอ หรือจามรดใส่กัน

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ ซี

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ ซี

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี มักจะไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคนี้ เพราะจะไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นชัดเจน โดยมักจะพบว่าตนเองได้รับเชื้อชนิดนี้ก็ต่อเมื่อตับได้รับความเสียหายมากแล้ว มีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยที่จะมีอาการแสดงให้เห็นในช่วงระยะ 6 เดือนแรกที่ได้รับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการแสดงให้เห็น อาการเหล่านั้นก็มักจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแบบเฉียบพลัน จะมีดังต่อไปนี้

  • ไข้ขึ้นหรืออุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 38-40 องศาเซลเซียส
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สบาย
  • ไม่อยากอาหารหรือเบื่ออาหาร
  • ปวดแน่นในช่องท้อง
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการตัวเหลืองและตาเหลือง

ในผู้ป่วยบางราย อาการต่างๆ ที่กล่าวมาสามารถหายได้เอง โดยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้เองในระยะเวลาไม่กี่เดือน และผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงเพิ่มเติม นอกจากจะได้รับการติดเชื้ออีกครั้ง ในกรณีผู้ป่วยที่ยังมีเชื้อไวรัสหลงเหลืออยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายปี จะพัฒนาเกิดเป็นไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง ซึ่งอาการที่พบได้มีดังต่อไปนี้

  • รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • มีอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ
  • รู้สึกป่วย ไม่สบาย เป็นไข้
  • มีปัญหาเกี่ยวกับความจำในระยะสั้น สมาธิ และความคิดสับสน
  • อารมณ์แปรปรวน
  • มีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
  • อาหารไม่ย่อยหรือท้องอืด
  • น้ำหนักลด
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • ผื่นคันตามผิวหนัง
  • เลือดออกง่ายและเกิดรอยช้ำ
  • ขาบวมน้ำ

ในรายที่เป็นโรคตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อโรคสามารถพัฒนาจนทำให้เกิดโรคตับที่รุนแรงได้ เช่น โรคตับแข็ง โดยสัญญาณและอาการของตับแข็ง ได้แก่ ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) และภาวะมีน้ำในช่องท้องหรือท้องมาน

แนวทางรักษาไวรัสตับอักเสบ ซี

แนวทางการรักษาไวรัสตับอักเสบ ซี

การรักษาไวรัสตับอักเสบซี อาจทำให้หายขาดได้ด้วยยา ทั้งการใช้ยาฉีดและ/หรือยารับประทาน โดยแพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ พยาธิสภาพที่ตับ และลักษณะของผู้ป่วย หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเพียงระยะเริ่มแรกหรือระยะเฉียบพลัน การรักษาอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มในทันที เพราะร่างกายอาจสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้เอง ซึ่งจะมีการตรวจเลือดเพื่อติดตามผลและความเป็นไปของโรค แต่หากเชื้อโรคยังคงอยู่ต่อไปเป็นระยะเวลานานหลายเดือน หรือที่เรียกว่าไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง ก็จำเป็นที่จะต้องทำการรักษาตามความรุนแรงของอาการและลักษณะทางพันธุกรรมของผู้ป่วยด้วย เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้

ยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี

การรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิดซี ต้องกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายให้หมดและต้องตรวจไม่พบเชื้อไวรัสซีในเลือดเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนภายหลังการรักษา จึงจะถือว่าการรักษาได้ผลสมบูรณ์ โดยที่ผ่านมา มีการนำยาบางชนิดมาใช้รักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากไวรัสชนิดซี ได้แก่ ยาอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) และยาไรบาไวริน (Ribavirin) ซึ่งมีวิธีการใช้ยาหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและชนิดของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (มีทั้งหมด 6 ชนิดหรือ 6 Genotypes) ในผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกันไป

นอกจากยาดังกล่าวแล้ว ยาต้านไวรัสที่แพทย์มักนำมาใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือ ยาเลดิพาสเวียร์ – โซฟอสบูเวียร์ (Ledipasvir-Sofosbuvir) โดยตัวยาดังกล่าวจะออกฤทธิ์ยับยั้งไวรัสไม่ให้แพร่กระจายในร่างกาย ทั้งนี้ ปริมาณการใช้ยาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา เช่น หากเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 35 กิโลกรัม แพทย์มักจะให้รับประทานยาปริมาณ 90-400 มิลลิกรัม จำนวน 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ส่วนระยะเวลาในการใช้ยา ขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ด้วย ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาในการรักษาด้วยยา จะอยู่ที่ช่วงประมาณ 12 – 30 สัปดาห์

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา

การใช้ยาเลดิพาสเวียร์ – โซฟอสบูเวียร์ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อย และปวดศีรษะ เป็นต้น ทั้งนี้ หากพบผลข้างเคียงที่รุนแรงขึ้นหรือมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • อาการลมพิษ หายใจลำบาก 
  • หน้าบวม คอบวม ลิ้นบวม และริมฝีปากบวม
  • เบื่ออาหาร ท้องไส้ปั่นป่วน
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีซีด
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง

*หากใช้ยาเลดิพาสเวียร์ – โซฟอสบูเวียร์ ร่วมกับยาอะมิโอดาโรน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่อหัวใจ เช่น หัวใจเต้นช้ามากกว่าปกติ หายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก สับสน มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ อ่อนเพลีย เหนื่อยอย่างรุนแรง และวิงเวียนศีรษะ เป็นต้น 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไวรัสตับอักเสบ ซี

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยมีเชื้ออยู่ในร่างกายอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี หรือมีอาการป่วยเป็นตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะหรือโรคแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น

  • โรคตับแข็ง (Cirrhosis) ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ผ่านมาแล้วประมาณ 25 ปี โดยตับจะเกิดการอักเสบและถูกทำลายจนทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ในร่างกายได้ตามปกติ
  • ภาวะตับวาย (Liver Failure) หากเป็นโรคตับแข็งในระดับที่รุนแรงมากแล้ว อาจทำให้ตับหยุดการทำงานหรือเกิดภาวะตับวายได้
  • มะเร็งตับ (Liver Cancer) มีอัตราส่วนผู้ป่วยตับอักเสบที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบซีจำนวนไม่มาก ที่อาการของโรคจะพัฒนาจนกลายไปเป็นมะเร็งตับ แต่ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดมะเร็งตับ
แนวทางป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซี

แนวทางป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ซี

ไวรัสตับอักเสบซี ไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนกับไวรัสตับอีกเสบเอและบี แต่เราสามารถป้องกันตัวเองจากไวรัสชนิดนี้ได้ โดยมีเรื่องสำคัญที่ควรจำไว้ ดังนี้:

  • ห้ามใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ติดยาเสพติดที่ใช้ฉีดเข้าเส้น เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี รวมไปถึงโรคร้ายแรงอื่นๆด้วย
  • ระมัดระวังในการเจาะหู เจาะจมูก เจาะลิ้น หรือสักตามร่างกาย หากเลือกแล้วที่จะทำ ก็ต้องมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์อย่างถูกหลักอนามัย โดยเฉพาะเข็มที่ใช้ ต้องผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงหรือไม่ได้ป้องกัน โดยเฉพาะกรณีที่มีคู่นอนหลายคน ซึ่งจะมีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น

นอกจากสถานการณ์หรือกิจกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังควรที่จะลดหรือเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และหันมาดูแลสุขภาพเพิ่มเติมด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะยิ่งช่วยเสริมสมรรถภาพของตับให้แข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น

โรคไวรัสตับอักเสบซี ต่างจากโรคไวรัสตับอักเสบเอและบีอย่างไร

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ , ไวรัสตับอักเสบ บี และ ไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากเชื้อไวรัสต่างชนิดกัน ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดอาการอักเสบของตับได้ แต่เราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเพียงชนิดเอและบีเท่านั้น เพราะในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดซี

เกล็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ ซี

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบซี

  • ยาที่ชื่อ “โซฟอสบูเวียร์” (Sofosbuvir) ที่ขายในสหรัฐฯ มีราคาประมาณ 2.5 ล้านบาทสำหรับการรักษาเป็นเวลา 3 เดือนจนหาย หรือ 30,000 บาทต่อเม็ด
  • ในปี 2018 มีการแถลงข่าวถึงผลสำเร็จโครงการวิจัยยาต้านไวรัสตับอักเสบซีคู่ใหม่ คือ ‘Sofosbuvir – Ravidasvir’ ซึ่งมีประสิทธิภาพรักษาโรคและมีอัตราหายขาดสูงถึง 96%
  • ผู้ประกันตน หากพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี สามารถใช้สิทธิประกันสังคมรักษาโรคนี้ได้กระทั่งสิ้นสุดการรักษา
  • ไวรัสตับอักเสบซีแบ่งออกเป็น 6 ชนิด (genotype) โดยในประเทศไทยพบชนิดที่ 1 และ 3 มากพอๆ กัน คือ ประมาณ 40% รองลงไปจะเป็นชนิดที่ 2 ส่วนชนิดที่ 4 5 และ 6 นั้นพบได้น้อย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจว่าไวรัสตับอักเสบซีที่เป็นนั้นเป็นชนิดอะไร เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาโรคต่อไป
  • ผู้ป่วยหลายรายไม่ทราบว่าตนเองกำลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี จนกระทั่งตับถูกทำลายไปจนสาหัสแล้ว
  • ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี มีความไวต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากกว่าผู้ชายที่ป่วยเป็นโรคชนิดเดียวกันนี้
  • วิธีการปลูกถ่ายตับ ไม่สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาดได้
  • ปัจจุบันยังไม่มีการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซีได้สำเร็จ แต่โอกาสในการติดเชื้อมีน้อยกว่าไวรัสตับอักเสบเอและบี
  • องค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการไม่ได้รับการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 7 แสนคนต่อปี และคาดการณ์ว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีทั่วโลกอยู่อีกประมาณ 150 ล้านคน

บทความเรื่องตับอื่นๆ ที่น่าสนใจ

10 ผลไม้ กินเข้าไว้ บำรุงตับ

10 ผลไม้ กินเข้าไว้ บำรุงตับ

ผลไม้บำรุงตับมีอะไรบ้าง สำหรับผู้ที่รักและใส่ใจในสุขภาพ คงทราบกันดีว่า ตับของคนเรามีความสำคัญต่อระบบการทำหน้าที่ต่างๆ…
11 สมุนไร กินเข้าไว้ บำรุงตับ

เร่งบำรุงตับ กับ 11 สมุนไพร

สมุนไพรบำรุงตับ มีอะไรบ้าง ตับเป็นเสมือนโรงงานแปรรูปวัตถุดิบสำหรับร่างกาย โดยจะทำการแปรรูปสารอาหาร…
Close Menu